
ในยุคที่เทคโนโลยีเติบโตอย่างก้าวกระโดด ระบบรักษาความปลอดภัยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การ “บันทึกภาพ” เพื่อดูย้อนหลังอีกต่อไป แต่ต้องสามารถ “คิด วิเคราะห์ และแจ้งเตือน” ได้แบบเรียลไทม์ นี่คือเหตุผลที่เทคโนโลยี AIoT Dahua เข้ามามีบทบาทสำคัญและกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของระบบรักษาความปลอดภัยในปัจจุบัน
ทำความรู้จัก AIoT คืออะไร?
ก่อนจะไปเจาะลึกถึงแบรนด์ Dahua เรามาแยกโครงสร้างของคำว่า AIoT กันก่อน ซึ่งคำนี้เป็นการฟิวชันระหว่างสองสุดยอดเทคโนโลยี:
AI (Artificial Intelligence): ปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยในการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ และจดจำข้อมูล
IoT (Internet of Things): อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง หรือการที่อุปกรณ์ต่างๆ สามารถเชื่อมต่อและสื่อสารกันได้ผ่านเครือข่าย
เมื่อนำสองสิ่งนี้มารวมกัน AIoT จึงหมายถึง ระบบเครือข่ายอัจฉริยะที่อุปกรณ์ต่างๆ ไม่เพียงแค่เชื่อมต่อกันได้ แต่ยังมีสมอง (AI) ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้ด้วยตัวเอง
AIoT Dahua คือ แนวคิดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ระบบรักษาความปลอดภัยของ Dahua Technology (หนึ่งในผู้นำด้านกล้องวงจรปิดและโซลูชัน IoT ระดับโลก) โดยการนำปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง (Deep Learning) มาฝังไว้ในอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ เช่น กล้องวงจรปิด (IP Camera), เครื่องบันทึกภาพ (NVR) และระบบควบคุมการเข้า-ออก (Access Control)
จากเดิมที่กล้องวงจรปิดทำหน้าที่เป็นเพียง “ตา” คอยมอง แต่ AIoT Dahua ได้เพิ่ม “สมอง” เข้าไป ทำให้ระบบสามารถเข้าใจสิ่งที่เห็น และส่งต่อข้อมูลไปยังระบบอื่นๆ บนเครือข่ายได้อย่างอัจฉริยะ
ฟีเจอร์เด่นของ AIoT Dahua ที่เหนือกว่ากล้องทั่วไป
เทคโนโลยี AIoT ของ Dahua ถูกขับเคลื่อนผ่านโซลูชันหลักๆ (เช่น WizSense และ WizMind) ซึ่งมีฟังก์ชันการทำงานที่โดดเด่นดังนี้:
1. การคัดกรองและแยกแยะเป้าหมายแม่นยำ (SMD – Smart Motion Detection)
หมดปัญหาการแจ้งเตือนผิดพลาด (False Alarm) จากใบไม้ปลิว สุนัขวิ่งผ่าน หรือฝนตก เพราะ AI ของ Dahua สามารถแยกแยะได้อย่างแม่นยำระหว่าง มนุษย์ (Human) และ ยานพาหนะ (Vehicle) ทำให้คุณได้รับแจ้งเตือนเฉพาะเหตุการณ์ที่สำคัญจริงๆ เท่านั้น
2. ระบบป้องกันแนวเขตอัจฉริยะ (Perimeter Protection)
คุณสามารถตีเส้นเขตแดนจำลองในระบบได้ เมื่อมีคนหรือรถยนต์ข้ามเส้นเข้ามาในเวลาที่กำหนด AI จะทำการวิเคราะห์และส่งสัญญาณเตือนภัยทันที เหมาะสำหรับการเฝ้าระวังโรงงาน คลังสินค้า หรือบริเวณรอบบ้าน
3. การจดจำใบหน้าและข้อมูลยานพาหนะ (Facial Recognition & ANPR)
ระบบสามารถตรวจจับและจดจำใบหน้าเพื่อใช้ในการบันทึกเวลาเข้างาน หรือตรวจสอบบุคคลต้องห้าม รวมถึงระบบ ANPR (Automatic Number Plate Recognition) ที่ช่วยอ่านและบันทึกป้ายทะเบียนรถยนต์ได้อย่างแม่นยำ เพื่อควบคุมการเปิด-ปิดไม้กั้นลานจอดรถอัตโนมัติ
4. กล้องอัจฉริยะยับยั้งเหตุร้ายทันท่วงที (Active Deterrence)
ไม่ใช่แค่บันทึกภาพ แต่กล้อง AIoT ของ Dahua บางรุ่น (เช่น ซีรีส์ TiOC) มีสปอตไลท์ไฟสีแดง-น้ำเงิน และลำโพงไซเรนในตัว เมื่อมีผู้บุกรุก ไฟจะกระพริบและส่งเสียงเตือนทันที เพื่อขับไล่ผู้ไม่ประสงค์ดีก่อนที่เหตุร้ายจะเกิดขึ้น
ประโยชน์ของ AIoT Dahua ต่อธุรกิจและที่อยู่อาศัย
ประหยัดเวลาและค่าแรง: เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่ต้องนั่งเฝ้าหน้าจอตลอด 24 ชั่วโมง ระบบ AI จะคัดกรองเหตุการณ์สำคัญให้โดยอัตโนมัติ
สืบค้นข้อมูลย่อยได้รวดเร็ว: หากเกิดเหตุการณ์ขึ้น คุณสามารถค้นหาย้อนหลังโดยระบุเงื่อนไข เช่น “รถยนต์สีขาว” หรือ “คนใส่เสื้อสีแดง” แทนการนั่งไล่ดูวิดีโอหลายชั่วโมง
การบริหารจัดการที่ชาญฉลาด: ในเชิงธุรกิจ สามารถนำข้อมูลไปต่อยอดได้ เช่น การนับจำนวนคนเข้า-ออกร้านค้า (People Counting) หรือการทำ Heat Map เพื่อดูว่าลูกค้าชอบเดินไปโซนไหนมากที่สุด
หากสรุปให้เห็นภาพชัดๆ ข้อดีของ AIoT Dahua สามารถแบ่งออกเป็นมิติต่างๆ ที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยและความคุ้มค่าในการใช้งานได้ดังนี้
1. ความแม่นยำสูง ลดการแจ้งเตือนที่ผิดพลาด (High Accuracy)
ปัญหาเดิม: กล้องวงจรปิดทั่วไปเวลามีใบไม้ไหว หมาแมววิ่งผ่าน หรือฝนตก ระบบจะแจ้งเตือน (False Alarm) จนเราเลิกสนใจ
ข้อดีของ AIoT Dahua: มี AI ช่วยคัดกรอง แยกแยะเฉพาะ “มนุษย์” และ “ยานพาหนะ” เท่านั้น ทำให้ระบบแจ้งเตือนเฉพาะเมื่อมีภัยคุกคามจริงๆ ลดความรำคาญใจไปได้มากกว่า 90%
2. เปลี่ยนจากการ “ตั้งรับ” เป็น “การป้องกันเชิงรุก” (Proactive Defense)
ปัญหาเดิม: กล้องทั่วไปทำได้แค่บันทึกภาพไว้ดูย้อนหลังตอนที่ทรัพย์สินเสียหายไปแล้ว
ข้อดีของ AIoT Dahua: มีเทคโนโลยีอย่าง Active Deterrence (ในกล้องรุ่น TiOC) ที่เมื่อตรวจพบผู้บุกรุก กล้องจะเปิดไฟสปอตไลท์กระพริบแดง-น้ำเงิน พร้อมส่งเสียงไซเรนหรือเสียงเตือนที่เราอัดไว้ทันที เพื่อขับไล่โจรตั้งแต่ก่อนจะก้าวเข้าสู่ตัวอาคาร
3. ประหยัดเวลาในการค้นหาข้อมูล (Smart & Fast Search)
ปัญหาเดิม: เวลาของหายทีต้องนั่งกรอวิดีโอย้อนหลังดูเป็นวันๆ จนตาแฉะ
ข้อดีของ AIoT Dahua: คุณสามารถค้นหาแบบเจาะจง (Target Search) ได้ทันที เช่น สั่งให้ระบบค้นหาเฉพาะ “ผู้ชายใส่เสื้อสีฟ้า”, “ผู้หญิงใส่กางเกงขาสั้น” หรือ “รถยนต์สีขาว” ระบบจะดึงคลิปช่วงนั้นมาให้ดูภายในไม่กี่วินาที
4. ลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในระยะยาว (Cost Efficiency)
ลดภาระงานของ รปภ.: เจ้าหน้าที่ไม่จำเป็นต้องนั่งจ้องหน้าจอเป็นสิบๆ จอพร้อมกันอีกต่อไป ให้ AI ช่วยเฝ้าแทน แล้วรอตรวจสอบเฉพาะตอนที่ระบบแจ้งเตือน
ประหยัดพื้นที่จัดเก็บ (Storage): ระบบ AIoT ของ Dahua มาพร้อมเทคโนโลยีการบีบอัดไฟล์อัจฉริยะ (เช่น AI Coding / H.265+) ทำให้บันทึกภาพได้คมชัดเท่าเดิม แต่ใช้พื้นที่ฮาร์ดดิสก์น้อยลง ประหยัดค่าอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล
5. ต่อยอดสู่ข้อมูลเชิงธุรกิจได้ (Business Intelligence)
กล้องไม่ได้มีประโยชน์แค่เรื่องความปลอดภัย แต่สำหรับร้านค้าหรือองค์กร AIoT Dahua สามารถช่วยนับจำนวนคนเข้า-ออก (People Counting), ทำแผนภูมิความหนาแน่นเพื่อดูว่าลูกค้าชอบเดินไปโซนไหน (Heat Map) ซึ่งสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปวางแผนการตลาดหรือจัดหน้าร้านต่อได้ทันที
ตารางเปรียบเทียบซีรีส์และเทคโนโลยีหลักของAIoT Dahua
| คุณสมบัติ / ฟังก์ชัน | Dahua WizSense(สมาร์ท ไฮบริด/SME) | Dahua WizMind(ระดับองค์กร/โปรเจกต์) | Dahua TiOC (กล้องสามฟังก์ชันในหนึ่งเดียว) |
| กลุ่มเป้าหมายหลัก | บ้านพักอาศัย, ร้านค้า, ออฟฟิศขนาดเล็ก (SME) | โรงงาน, คลังสินค้า, ห้างสรรพสินค้า, โครงการใหญ่ | หน้าบ้าน, โรงจอดรถ, บริเวณแนวรั้วที่เสี่ยงบุกรุก |
| การแยกแยะเป้าหมาย (SMD) | แม่นยำสูง (คัดกรอง คน / รถยนต์) | แม่นยำสูงสุด (แยกประเภทย่อยได้ เช่น มอเตอร์ไซค์, รถบรรทุก) | แม่นยำสูง (คัดกรอง คน / รถยนต์) |
| การป้องกันแนวเขต (Perimeter) | มี (วาดเส้น/กรอบ แจ้งเตือนเมื่อคนหรือรถตัดผ่าน) | มี (ขั้นสูง สามารถนับจำนวน และวิเคราะห์ทิศทางหนาแน่นได้) | มี (วาดเส้น/กรอบ แจ้งเตือนเมื่อคนหรือรถตัดผ่าน) |
| การแจ้งเตือนและระงับเหตุ | ส่ง Notification เข้ามือถือผ่านแอป DMSS | ส่งเข้าห้องควบคุม (Control Room) / ซอฟต์แวร์ DSS | มีไฟสปอตไลท์แดง-น้ำเงิน + ไซเรนในตัว (ขับไล่ทันที) |
| การวิเคราะห์พฤติกรรม | พื้นฐาน (บุกรุก, ข้ามเส้น) | ขั้นสูง (นับจำนวนคน, ตรวจจับฝูงชน, Heat Map, ตรวจจับของหาย) | พื้นฐาน (บุกรุก, ข้ามเส้น) |
| การจดจำใบหน้า / ป้ายทะเบียน | ทำได้ในระดับพื้นฐาน (ขึ้นอยู่กับรุ่นกล้อง/NVR) | โดดเด่นมาก (จับใบหน้าเชิงลึก, ค้นหาทะเบียนรถ ANPR ความเร็วสูง) | ทำได้ในระดับพื้นฐาน (ขึ้นอยู่กับรุ่นกล้อง/NVR) |
| ภาพสีตอนกลางคืน | มีในรุ่นย่อย (เช่น ตระกูล Full-color) | มีระบบปรับแสงขั้นสูง รองรับย้อนแสงรุนแรง (WDR สูง) | มีระบบ Full-color ตลอด 24 ชม. + ปรับไฟอัจฉริยะ |
ตารางเปรียบเทียบ: ก่อน VS หลัง เปลี่ยนมาใช้ AIoT Dahua
เพื่อให้เห็นความคุ้มค่าในการลงทุนชัดเจนขึ้น นี่คือการเปรียบเทียบระบบกล้องวงจรปิดแบบเดิม กับ ระบบ AIoT ครับ
| หัวข้อเปรียบเทียบ | ระบบกล้องวงจรปิดแบบเดิม (Traditional CCTV) | ระบบAIoT Dahua |
| การแจ้งเตือนความเคลื่อนไหว | เตือนทุกอย่างที่ขยับ (ใบไม้, สุนัข, ลม, ฝน) ทำให้เกิด False Alarm สูง | แจ้งเตือนเฉพาะเมื่อตรวจพบ “คน” หรือ “รถยนต์” เท่านั้น |
| รูปแบบการรักษาความปลอดภัย | ตั้งรับ (Reactive): บันทึกเหตุการณ์ไว้ดูย้อนหลังหลังจากเกิดความเสียหายไปแล้ว | ป้องกันเชิงรุก (Proactive): ส่งสัญญาณไฟ/เสียงขับไล่โจรก่อนเข้าถึงตัวอาคาร |
| การค้นหาไฟล์วิดีโอย้อนหลัง | ต้องนั่งกรอดูวิดีโอเรียลไทม์เป็นชั่วโมงๆ เพื่อหาจุดเกิดเหตุ | ใช้ Smart Search ค้นหาเจาะจง เช่น รถสีขาว หรือ คนใส่เสื้อสีแดง ได้ในไม่กี่วินาที |
| การใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูล | บันทึกแบบคงที่ บิตเรตสูง เปลืองฮาร์ดดิสก์ | ใช้ AI Coding บีบอัดภาพจุดที่ไม่สำคัญ ช่วยประหยัดพื้นที่ได้มากกว่า 50% |
| การต่อยอดทางธุรกิจ | ดูภาพได้อย่างเดียว ไม่สามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์อื่นได้ | มีข้อมูลเชิงธุรกิจ (Business Intelligence) เช่น นับจำนวนคน, ทำ Heat Map |
ขั้นตอนการใช้งานระบบ AIoT Dahua ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยทั่วไปจะมีกระบวนการตั้งแต่การวางระบบฮาร์ดแวร์ไปจนถึงการตั้งค่าซอฟต์แวร์ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1: การออกแบบและเลือกอุปกรณ์ (Hardware Selection)
ก่อนเริ่มใช้งาน ต้องเลือกอุปกรณ์ที่รองรับระบบ AIoT ให้ตรงกับความต้องการก่อน:
กล้อง IP Camera: เลือกซีรีส์ที่มี AI ในตัว เช่น WizSense (สำหรับใช้งานทั่วไป/SME) หรือ WizMind (สำหรับองค์กรขนาดใหญ่) หรือซีรีส์ TiOC หากต้องการฟังก์ชันไฟและไซเรนแจ้งเตือนเชิงรุก
เครื่องบันทึก (NVR): เลือกเครื่องบันทึกที่รองรับฟังก์ชัน AI (มักมีรหัสตระกูล -I หรือ -EI) เพื่อช่วยประมวลผลและเก็บข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ
ขั้นตอนที่ 2: การติดตั้งและจัดวางตำแหน่ง (Physical Installation)
เพื่อให้ AI วิเคราะห์ภาพได้อย่างแม่นยำ (เช่น การตรวจจับใบหน้า หรือแยกแยะคน/รถ) ตำแหน่งการติดตั้งสำคัญมาก:
มุมกล้องและระดับความสูง: ควรติดตั้งตามระยะที่คู่มือกำหนด (ส่วนใหญ่สำหรับตรวจจับใบหน้าหรือป้ายทะเบียน กล้องไม่ควรสูงหรือก้มต่ำจนเกินไป มุมมองทำมุมไม่เกิน 30°)
แสงสว่าง: บริเวณที่ต้องการให้ AI วิเคราะห์ควรมีแสงสว่างที่เพียงพอ หรือเลือกใช้กล้องตระกูล Full-color ของ Dahua ที่ให้ภาพสีตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ AI แยกแยะสีเสื้อผ้าหรือสีรถได้อย่างแม่นยำ
ขั้นตอนที่ 3: การเชื่อมต่อระบบเครือข่าย (Network & Initialization)
เชื่อมต่อกล้องและเครื่องบันทึก NVR เข้ากับ Network (แนะนำให้ใช้สวิตช์ PoE ของ Dahua เพื่อความเสถียรในการจ่ายไฟและรับส่งข้อมูล)
เปิดใช้งานอุปกรณ์ครั้งแรก (Initialization) ผ่านโปรแกรม ConfigTool หรือหน้าเว็บ Browser เพื่อตั้งค่ารหัสผ่านและอัปเดตเฟิร์มแวร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด
ขั้นตอนที่ 4: การตั้งค่าฟังก์ชันอัจฉริยะ (AI Function Configuration)
ขั้นตอนนี้ทำได้ผ่านหน้าจอ NVR หรือผ่าน Web Interface ของกล้อง/เครื่องบันทึก:
เปิดใช้งาน SMD (Smart Motion Detection): ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้เลือกเปิดโหมดคัดกรอง “มนุษย์ (Human)” และ “ยานพาหนะ (Vehicle)” เพื่อลด False Alarm
ตั้งค่า Perimeter Protection (การป้องกันแนวเขต):
ลากเส้นจำลอง (Tripwire) หรือวาดกรอบพื้นที่ (Intrusion) ในจุดที่ต้องการเฝ้าระวัง เช่น แนวกำแพง หรือประตูทางเข้า
กำหนดทิศทางที่ต้องการตรวจจับ (เช่น เดินเข้าอย่างเดียว หรือทั้งเข้าและออก)
ตั้งค่าตารางเวลา (Schedule): กำหนดช่วงเวลาให้ AI ทำงาน เช่น ให้แจ้งเตือนและเปิดไฟไซเรนเฉพาะช่วงเวลาหลังเลิกงานหรือตอนกลางคืน (22.00 น. – 06.00 น.)
ขั้นตอนที่ 5: การเชื่อมต่อแอปพลิเคชันและการเรียกดูข้อมูล (Monitoring & App Linkage)
เชื่อมต่อมือถือ: ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน DMSS (สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป/บ้าน/ร้านค้า) หรือ DSS Express / DSS Pro (สำหรับระบบบริหารจัดการขนาดใหญ่ในองค์กร)
สแกน QR Code (P2P): ผูกระบบเครื่องบันทึกเข้ากับแอปพลิเคชัน เพื่อรับการแจ้งเตือนแบบ Push Notification ทันทีเมื่อ AI ตรวจพบสิ่งผิดปกติ
การสืบค้นย้อนหลัง: เมื่อต้องการดูเหตุการณ์ สามารถเลือกฟังก์ชัน Smart Search ในแอปหรือหน้าเครื่อง เพื่อเลือกฟิลเตอร์ค้นหาเฉพาะช่วงที่มี “คน” หรือ “รถยนต์” ผ่านเข้ามาได้ทันที
หากพูดถึง “ประสิทธิภาพ” ของระบบ AIoT Dahua ต้องบอกว่ามันก้าวข้ามคำว่ากล้องวงจรปิดทั่วไปค่อนข้างไกล โดยสามารถวัดประสิทธิภาพออกมาเป็นตัวเลขและสถิติจากการใช้งานจริงหน้างานได้ใน 5 มิติหลัก ดังนี้
1. ความแม่นยำในการคัดกรองสูงถึง 95% – 98% (Target Detection)
ด้วยสถาปัตยกรรม Deep Learning ที่ถูกเทรนด้วยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้กล้องตรวจจับได้อย่างแม่นยำ:
คัดกรอง False Alarm เกือบ 100%: ระบบสามารถมองข้ามสิ่งเร้าที่ชอบทำให้กล้องทั่วไปแจ้งเตือนผิดพลาด เช่น ฝนตก, ลมพัดใบไม้, แสงไฟหน้ารถเยื้องผ่าน หรือสัตว์เลี้ยง (หมา/แมว)
แจ้งเตือนเฉพาะเป้าหมายจริง: กล้องจะประมวลผลและส่ง Notification เข้ามือถือก็ต่อเมื่อตรวจพบ “โครงสร้างมนุษย์” หรือ “ลักษณะของยานพาหนะ” เข้ามาในพื้นที่เท่านั้น
2. ความเร็วในการค้นหาย้อนหลัง (Smart Search Score)
เร็วกว่าเดิม 10 เท่า: จากเดิมที่คุณต้องใช้วิธีสุ่มกดเร่งความเร็ววิดีโอ $x2, x4, x16$ เพื่อหาว่าของหายตอนไหน (ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นชั่วโมง)
สืบค้นด้วย AI Metadata: ระบบ AIoT Dahua จะทำดัชนี (Indexing) แยกประเภทไว้ให้เลย คุณสามารถฟิลเตอร์เลือก “มนุษย์” หรือ “ยานพาหนะ” รวมถึงระบุคุณลักษณะ (Attributes) เช่น สีเสื้อ, เพศ, ทรงผม, สีรถ หรือประเภทรถ ระบบจะดึงคลิปที่ถูกต้องออกมาให้ดูได้ ภายในเวลาไม่กี่วินาที
3. ประหยัดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสูงสุด 50% (AI Coding Efficiency)
ประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการแบนด์วิดท์และฮาร์ดดิสก์ถือเป็นจุดเด่น:
Smart Compression: กล้องทั่วไป (H.265) จะบันทึกภาพทุกจุดด้วยความละเอียดเท่ากันหมด แต่ AI Coding ของ Dahua จะฉลาดพอที่จะลดบิตเรต (Bitrate) ในจุดที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เช่น ผนังปูน ท้องฟ้า พื้นถนน
คงความชัดที่เป้าหมาย: ระบบจะเทความละเอียดและคงความคมชัดสูงสุดไว้ที่ตัว “คน” หรือ “รถ” เท่านั้น ทำให้ประหยัดพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ไปได้มากกว่าครึ่ง ช่วยให้คุณเก็บจำนวนวันได้นานขึ้นโดยไม่ต้องซื้อฮาร์ดดิสก์เพิ่ม
4. การประมวลผลแบบ Real-time Edge Computing
ตอบสนองภายใน < 1 วินาที: ระบบ AIoT ของ Dahua (โดยเฉพาะในกล้องซีรีส์ TiOC) มีชิปประมวลผล AI อยู่ที่ตัวกล้องโดยตรง (Edge AI) ไม่ต้องส่งภาพไปประมวลผลบน Cloud
ทำให้เมื่อมีผู้บุกรุกเหยียบเข้าเส้นเขตแดนจำลอง (Tripwire) กล้องจะสามารถเปิดไฟสปอตไลท์กระพริบแดง-น้ำเงิน และส่งเสียงไซเรนขับไล่ได้ทันทีแบบ Real-time ไม่มีอาการหน่วง
5. ความแม่นยำในฟังก์ชันเฉพาะทาง (Specialized AI)
ANPR (อ่านป้ายทะเบียน): ในสภาวะแสงปกติและรถวิ่งด้วยความเร็วตามที่กำหนดหน้างาน กล้องสามารถจับและอ่านตัวอักษร/ตัวเลขป้ายทะเบียนได้แม่นยำสูงกว่า 95% สำหรับควบคุมไม้กั้นอัตโนมัติ
Face Recognition (จดจำใบหน้า): สามารถเปรียบเทียบใบหน้ากับฐานข้อมูล (Database) ในระบบเพื่อเปิดประตู (Access Control) หรือแจ้งเตือนบุคคลอันตราย (Blacklist) ได้อย่างแม่นยำ แม้ผู้ใช้งานจะใส่หน้ากากอนามัย (ขึ้นอยู่กับรุ่นและมุมมองที่ติดตั้ง)
สนใจสอบถามโปรโมชั่นชุดกล้องพร้อมติดตั้ง หรือขอใบเสนอราคา ติดต่อฝ่ายขายของเราได้ทันที
- Line Official: @chaisolution (มี @ ข้างหน้า)
- สายด่วนฝ่ายขาย:
- 088-5851649 (คุณหญิง) | 080-3373324 (คุณแยม)
- 085-0555331 (คุณมุก) | 061-8084109 (คุณมิ้น)
- 061-9172440 (คุณแม็ค) | 093-4918722 (คุณก็อต)
คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับระบบ AIoT Dahua
Q1: กล้องวงจรปิด Dahua รุ่นเก่าที่ไม่ใช่ AI สามารถนำมาร่วมใช้งานในระบบ AIoT ได้ไหม?
ตอบ: ได้ครับ แต่มีเงื่อนไข หากคุณมีกล้องรุ่นเก่าที่เป็นระบบ IP หรือแม้แต่ระบบ Analog (HDCVI) คุณสามารถนำมาต่อเข้ากับเครื่องบันทึกรุ่นใหม่ที่เป็นระบบ AI (เช่น NVR ตระกูล WizSense หรือ XVR ตระกูล WizSense) ได้ โดยเครื่องบันทึกจะทำหน้าที่เป็น “สมอง” คอยประมวลผล AI (เช่น ฟังก์ชัน SMD Plus หรือ Perimeter Protection) ให้กับกล้องรุ่นเก่าเหล่านั้นเองครับ (จำนวนช่องที่รองรับ AI จะขึ้นอยู่กับสเปกของเครื่องบันทึก)
Q2: ฟังก์ชันแยกแยะคนและรถ (SMD) มีความแม่นยำแค่ไหน? พวกสัตว์เลี้ยงหรือฝนตกจะยังแจ้งเตือนอยู่ไหม?
ตอบ: เทคโนโลยี SMD (Smart Motion Detection) ของ Dahua ในปัจจุบันมีความแม่นยำสูงกว่า 95% ระบบถูกเทรนด้วยข้อมูล Deep Learning ให้จดจำโครงสร้างของมนุษย์และยานพาหนะ ดังนั้น ปัญหาแจ้งเตือนผิดพลาดจากสุนัข แมว ใบไม้ไหว แสงแฟลช หรือฝนตก จะลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เราไม่รำคาญกับการแจ้งเตือนที่ไร้สาระ
Q3: กล้องที่มีระบบ Active Deterrence (ไฟกระพริบและไซเรน) เราสามารถเปลี่ยนเสียงแจ้งเตือนเป็นเสียงของเราเองได้ไหม?
ตอบ: ได้ครับ กล้องตระกูล TiOC (Three-in-One Camera) ของ Dahua อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถอัปโหลดไฟล์เสียง (.wav) หรือบันทึกเสียงพูดของตัวเองผ่านแอปพลิเคชัน DMSS เข้าไปในตัวกล้องได้เลย เช่น เปลี่ยนจากเสียงไซเรนตำรวจ เป็นเสียงพูดว่า “นี่คือพื้นที่ส่วนบุคคล กรุณาออกจากพื้นที่ทันที” เพื่อให้เข้ากับลักษณะการใช้งาน
Q4: การใช้งานระบบ AIoT Dahua จำเป็นต้องต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลาไหม?
ตอบ: ไม่จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานครับ ระบบ AI ทั้งหมด (การตรวจจับใบหน้า, แยกแยะคน/รถ, ตีเส้นแจ้งเตือน) ประมวลผลแบบ Edge Computing คือจบภายในตัวกล้องหรือเครื่องบันทึกโดยตรง แม้ไม่มีอินเทอร์เน็ต ระบบก็ยังคิด วิเคราะห์ บันทึกภาพ และสั่งเปิดไฟไซเรนไล่โจรได้ตามปกติ แต่การต่ออินเทอร์เน็ตจะจำเป็นก็ต่อเมื่อคุณต้องการให้ระบบส่งข้อความแจ้งเตือน (Push Notification) เข้ามือถือ หรือต้องการดูภาพออนไลน์ตอนที่อยู่นอกบ้าน
Q5: กล้อง AIoT Dahua กินพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ (Storage) มากกว่ากล้องทั่วไปไหม เพราะต้องบันทึกข้อมูล AI ด้วย?
ตอบ: ไม่เลยครับ ในทางกลับกันคือช่วยประหยัดพื้นที่ได้มากกว่าเดิม เนื่องจาก Dahua มีเทคโนโลยี AI Coding (ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจาก H.265) ระบบจะฉลาดพอที่จะบีบอัดไฟล์ภาพในจุดที่ไม่สำคัญ เช่น พื้นหลัง ท้องฟ้า กำแพง ให้มีขนาดเล็กลง และจะคงความคมชัดสูงสุดไว้เฉพาะตรงเป้าหมายที่เป็น “คน” หรือ “รถ” เท่านั้น ทำให้ประหยัดพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ไปได้มากกว่า H.265 แบบเดิมถึง 50% โดยที่ภาพไม่สูญเสียความคมชัดในจุดสำคัญ
Q6: แอปพลิเคชันที่ใช้ควบคุมและดูแจ้งเตือนบนมือถือมีค่าบริการรายเดือนไหม?
ตอบ: แอปพลิเคชัน DMSS ของ Dahua ที่ใช้สำหรับดูออนไลน์ ควบคุมกล้อง และรับการแจ้งเตือนเตือนภัยจาก AI สามารถดาวน์โหลดและใช้งานได้ฟรี 100% ไม่มีค่าใช้จ่ายรายเดือนหรือรายปี
